วิธีการทางประวัติศาสตร์

posted on 15 Jan 2009 19:17 by socialthebest

วิธีการทางประวัติศาสตร์ 

 

 ขั้นตอนที่ 1 การกำหนดปัญหา

เป็นขั้นตอนแรก นักประวัติศาสตร์ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนว่าจะศึกษาอะไร อดีตส่วนไหน

สมัยอะไร และเพราะเหตุใด เป็นการตั้งคำถามที่ต้องการศึกษา นักประวัติศาสตร์ต้องอาศัยการอ่าน การสังเกต และควรต้องมีความรู้กว้างๆ ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องนั้นๆมาก่อนบ้าง ซึ่งคำถามหลักที่นักประวัติศาสตร์ควรคำนึงอยู่ตลอดเวลาก็คือทำไมและเกิดขึ้นอย่างไร

 

   ขั้นตอนที่ 2 การรวบรวมหลักฐาน

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ให้ข้อมูล มีทั้งหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร

และหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีทั้งที่เป็นหลักฐานชั้นต้น(ปฐมภูมิ)

และหลักฐานชั้นรอง(ทุติยภูมิ) 
         

 การรวบรวมข้อมูลนั้น หลักฐานชั้นต้นมีความสำคัญ และความน่าเชื่อถือมากกว่าหลัก

ฐานชั้นรอง แต่หลักฐานชั้นรองอธิบายเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายกว่าหลักฐานชั้นรอง


ในการรวบรวมข้อมูลประเภทต่างๆดังกล่าวข้างต้น ควรเริ่มต้นจากหลักฐานชั้นรองแล้ว

จึงศึกษาหลักฐานชั้นต้น ถ้าเป็นหลักฐานประเภทไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ควรเริ่มต้น

จากผลการศึกษาของนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ก่อนไปศึกษาจากของจริง

หรือสถานที่จริง
          

การศึกษาประวัติศาสตร์ที่ดีควรใช้ข้อมูลหลายประเภท ขึ้นอยู่กับว่าผู้ศึกษาต้องการ

ศึกษาเรื่องอะไร ดังนั้นการรวบรวมข้อมูลที่ดีจะต้องจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ทั้ง

ข้อมูลและแหล่งข้อมูลให้สมบูรณ์และถูกต้อง เพื่อการอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ

 

ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบและประเมินหลักฐาน

 

                    การตรวจสอบหลักฐาน

 

การพิจารณาลักษณะภายนอกของหลักฐาน

 

1.อายุของหลักฐาน

 

การรู้อายุของหลักฐานจะช่วยให้ตีความสำนวน

ในหลักฐานนั้นได้ถูกต้อง และสามารถเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อม

ของยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ขณะนั้น

 

2.ผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐาน

 

การรู้ว่าใครเป็นผู้สร้างหรือผู้เขียนหลักฐานนั้น ทำให้สามารถสืบค้นลาย ละเอียดเกี่ยวกับบุคคลนั้น ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มากน้อยเพียงใด

 

3.จุดมุ่งหมายของการสร้างหลักฐาน

 

 

 หลักฐานประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่สร้างโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสนองความต้องการของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัย มิได้ตั้งใจจะให้เป็นหลักฐานเพื่อให้คนรุ่นหลังศึกษา

 

      การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

 

การพิจารณาว่าข้อมูลในหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด

 

1.ช่วงเวลาระหว่างเหตุการณ์กับการบันทึกของมูล

 

ข้อมูลทึ่บันทึกหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นานจะน่าเชื่อถือมากกว่าข้อมูลที่บันทึกหลังจากปล่อยเวลาให้นานเนิ่น

 

2.ผู้เขียนหรือผู้สร้างหลักฐาน

 

ความไม่น่าเชื่อถือจากตัวผู้เขียนหรือผู้สร้าง เช่น ตัวผู้เขียนหรือผู้สร้างอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจในเหตุการณ์นั้น ส่งผลให้เราเข้าใจผิดต่อเหตุการณ์นั้น

 

3.จุดมุ่งหมายของหลักฐาน

 

หลักฐานบางอย่างทำขึ้นเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ หรือเพียงยกย่องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึงอาจให้ความจริงเพียงด้านเดียว

 

ขั้นตอนที่ 4 การตีความหลักฐานและการวิเคราะห์

 

1.การตีความขั้นต้น

 การตีความตามตัวอักษรหรือตามรูปภายนอก

2.การตีความขั้นลึก

 

การตีความเพื่อค้นหาความหมาย มิได้บอกไว้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา

 

ขั้นตอนที่ 5 การเรียบเรียงและนำเสนอ

 

จัดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้ศึกษาค้นคว้าจะต้องเรียบเรียงเรื่อง หรือนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบหรืออธิบายความอยากรู้ ข้อสงสัยตลอดจนความรู้ใหม่ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้านั้น
              ในขั้นตอนนี้ ผู้ศึกษาจะต้องนำข้อมูลที่ผ่านการตีความมาวิเคราะห์ หรือแยกแยะเพื่อจัดแยกประเภทของเรื่อง โดยเรื่องเดียวกันควรจัดไว้ด้วยกัน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน เรื่องที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน จากนั้นจึงนำเรื่องทั้งหมดมาสังเคราะห์หรือรวมเข้าด้วยกัน คือ เป็นการจำลองภาพบุคคลหรือเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์และความต่อเนื่อง โดยอธิบายถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผล ทั้งนี้ผู้ศึกษาอาจนำเสนอเป็นเหตุการณ์พื้นฐาน หรือเป็นเหตุการณ์เชิงวิเคราะห์ก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการศึกษา
 

 

Comment

Comment:

Tweet

อิอิไช่ที่สุดdouble wink question double wink cry cry cry cry

#3 By ปนัดดา (182.93.218.129|182.93.218.129) on 2014-06-05 11:30

คนทำสงสัยจะน่ารักมากเลย....sad smile

#2 By ตน้ย (203.155.15.250) on 2009-02-02 14:38

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความที่นำมาแบ่งปันให้กัน。◕‿◕。

#1 By ศึกษาต่ออเมริกา (58.9.159.231) on 2009-01-17 12:43